ภาษีอากร

ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร

ภาษีอากร   หมายถึง  สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎร เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี 

ภาษีอากรมีลักษณะเป็นการบังคับเก็บ  ประชาชนทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบในการเสียภาษี วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินภาษีคือ นำไปใช้เพื่อสาธารณะหรือสังคมโดยรวม

วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี

                1. เพื่อหารายได้ให้เพียงพอมาใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล

                2. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายรายได้

                3. เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

                4. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

                5. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

หลักการจัดเก็บภาษีที่ดีมี 6  ประการคือ

                1. หลักความเป็นธรรม  นับว่าสำคัญมากเนื่องจาก การจัดเก็บภาษีอากรที่เป็น

    ธรรมจะมีส่วนช่วยยกระดับความสมัครใจในการเสียภาษีอากรของประชาชน

    ได้มาก

                2. หลักความแน่นอน เช่น

                   - ความแน่นอน และชัดเจนในตัวบทกฎหมาย

            - ความแน่นอน และชัดเจนในวิธีปฏิบัติจัดเก็บ   

                   - ความแน่นอนในด้านภาระภาษีว่าตกอยู่กับผู้ใด

            - ความแน่นอนในการลดรายจ่ายของภาคเอกชน

                   - ความแน่นอนในการทำรายได้แก่รัฐบาล

                3. หลักความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ  เพื่อมิให้กระทบกระเทือนการตัดสินใจทาง

            ธุรกิจของประชาชน

                4. หลักอำนวยรายได้   ภาษีอากรที่ดีจะต้องมีลักษณะทำรายได้ให้กับรัฐบาลได้ดี

            ได้แก่

                                -  เป็นภาษีอากรที่มีฐานกว้าง

                                  -  การกำหนดอัตราภาษีที่ใช้หากมีลักษณะก้าวหน้าจนเกินไปอาจจะมี

                       ผลกระทบกระเทือนในด้านอื่นได้

                5. หลักความยืดหยุ่น  ภาษีอากรที่ดีจะต้องมีความยืดหยุ่น หรือปรับตัวเข้ากับการ

             เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม  เอื้ออำนวยต่อการบริหารการ

             จัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ        

6. หลักประสิทธิภาพในการบริหาร  ระบบภาษีอากรที่ดีต้องเป็นระบบที่สามารถ

    จัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

   -เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

   -ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรับผิดชอบการจัดเก็บภาษี

สามารถจัดเก็บได้อย่างทั่วถึง  เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

การนำหลักที่ดีของการจัดเก็บภาษี จะต้องคำนึงถึงแนวนโยบายของรัฐบาล และคำนึงถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย              

โครงสร้างทั่วไปของภาษีอากร  ประกอบด้วย

                1.  ภาระภาษี และการผลักภาระภาษี

                2.  ฐานภาษี

         3.  อัตราภาษี

         4.  องค์ประกอบอื่น ๆ

ภาระภาษี  หมายถึงส่วนของรายได้แท้จริงที่ลดลงอันเนื่องมาจากการจัดเก็บภาษีอากร

ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 นัย คือ

                1. ภาระภาษีตามกฎหมาย หรือภาระภาษีอย่างเป็นทางการ  หมายถึง ภาระในจำนวนหนี้

             ภาษีอากรของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้

                2. ภาระภาษีทางเศรษฐกิจ หรือภาระภาษีที่แท้จริง  หมายถึง ภาระภาษีที่ต้องตกอยู่กับ

             บุคคลในขั้นสุดท้าย กล่าวคือ บุคคลผู้นั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีต่อไปให้ผู้อื่นได้

             อีกแล้ว  

การผลักภาระภาษี (TAX SHIFTING)

                การผลักภาระภาษี  หมายถึง  การที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดถ่ายเท

หรือแบ่งภาระภาษีบางส่วนหรือทั้งหมดไปให้กับบุคคลอื่น  มี 2 วิธี คือ

                1. การผลักภาระภาษีไปข้างหน้า  เช่น  ผู้ผลิตซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษี

ที่เรียกเก็บจากสินค้า อาจผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคสินค้านั้นได้โดยการขึ้นราคาสินค้า

                2. การผลักภาระภาษีไปข้างหลัง เช่น  ผู้ผลิตซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษี

ที่เรียกเก็บจากสินค้า อาจผลักภาระภาษีไปให้เจ้าของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นได้ โดยการ

ลดค่าจ้างแรงงาน หรือกดราคาปัจจัยการผลิต 

จากผลของการผลักภาระภาษี จะเห็นได้ว่าภาระภาษีที่แท้จริงมีโอกาสตกอยู่กับบุคคล

3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภคสินค้า  เจ้าของปัจจัยการผลิต และผู้ผลิตสินค้า  ผู้ใดจะรับภาระภาษีที่แท้จริงไว้มาก

น้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลักภาระภาษีของผู้ผลิตสินค้านั้น

                                การผลักภาระภาษีจะกระทำได้มากน้อยเพียงใด  ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านด้วยกัน

เช่น

1.  โครงสร้างของตลาด  ระดับการแข่งขันของตลาด เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด

ขอบแขตของการผลักภาระภาษีอากร เช่น ถ้าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันทางด้านผู้ผลิตน้อย หรือเป็นตลาดผูกขาด  ผู้ผลิตย่อมมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าได้มาก เพราะผู้ซื้อมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้

ไม่มากราย ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาสินค้าตามค่าภาษีอากร ได้ง่ายกว่ากรณีที่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันในระดับสูง

                                2. ลักษณะของสินค้า  ก็มีส่วนกำหนดขอบเขตการผลักภาระภาษีได้ด้วย เช่น ถ้าเป็นสินค้าที่มีความคงทนถาวร เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ รถยนต์ ฯลฯ  ผู้ผลิตก็สามารถเก็บรักษาสินค้าประเภทนี้ไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมเสีย เพื่อรอช่วงจังหวะอันเหมาะสมที่จะสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภคได้มาก แต่ถ้าเป็นสินค้าเน่าเสียได้ง่าย เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ฯลฯ ผู้ขายจะเก็บสินค้าประเภทนี้ไว้ได้ไม่นาน  ทำให้รอการรอจังหวะที่จะผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ลดน้อยลง ดังนั้นแม้ราคาสินค้าจะต่ำก็จำเป็นต้องขาย

                                3. ประเภทของภาษีอากร ก็มีส่วนสำคัญต่อการผลักภาระภาษี เช่น ภาษีท้องอ้อมเป็นภาษีที่ผลักภาระได้ง่ายกว่าภาษีทางตรง  

ฐานภาษี (TAX BASE)                             

                ฐานภาษี หมายถึง สิ่งที่เป็นมูลเหตุขั้นต้นที่ทำให้บุคคลต้องเสียภาษีอากร  หรือ สิ่งที่ใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีอากร  เช่น ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือเงินได้สุทธิ ซึ่งก็คือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว เป็นต้น

ฐานภาษี มี 3 ประเภท คือ

1. ฐานรายได้ เป็นฐานภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดฐานหนึ่ง  เพราะเชื่อว่ารายได้เป็นเครื่องวัดความสามารถในการเสียภาษี

 (ability – to -pay) ของบุคคลได้ดีที่สุด  ภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้มีทั้งที่เรียกเก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. ฐานการบริโภค  หมายถึง การนำค่าใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าหรือบริการมาเป็นฐานใน

การเรียกเก็บภาษีอากร  เช่น ภาษีการขายทั่วไป  ภาษีมูลค่าเพิ่ม  ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น  ภาษีที่เก็บจากฐานการบริโภคนี้เป็นฐานภาษีที่สำคัญอีกฐานหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนา   เพราะว่า ภาษีเก็บจากฐานการบริโภคเป็นภาษีที่เก็บค่อนข้างง่าย มีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้  และกำลังการบริโภคของประชาชนโดยทั่วไปอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับการออม

3. ฐานทรัพย์สิน  เป็นภาษีที่เก็บจาก

                                     1.  ทรัพย์สินเฉพาะอย่าง  นิยมจัดเก็บจากทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ประเภทที่ระบุหรือกำหนดมูลค่าได้ง่าย เช่น ภาษีรถยนต์ เก็บจากทรัพย์สินประเภทรถยนต์   ภาษีบำรุงท้องที่ของไทยเก็บจากทรัพย์สินประเภทที่ดินหรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน เก็บจากทรัพย์สินประเภทโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมกับที่ดิน ซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ เป็นต้น

    2. ทรัพย์สินโดยรวม  จะต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกัน เพื่อเป็นฐานใน

การประเมินภาษี  ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดเก็บให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่มาก  ทั้งในด้านการติดตามรวบรวมทรัพย์สินของผู้เสียภาษีแต่ละรายให้ครบถ้วน   และในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินบางประเภท เช่น เพชรพลอย ศิลปวัตถุทั้งหลาย  นอกจากฐานภาษีสำคัญ 3 ฐาน ที่กล่าวมานี้แล้ว ในการเรียกเก็บภาษีโดยทั่วไปยังมีฐานภาษี

อย่างอื่น เช่น การจัดเก็บภาษีรัชชูปการ  ซึ่งเรียกเก็บเป็นรายหัวจากชายฉกรรจ์ แท่นการเข้ารับราชการทหาร  การจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเรียกเก็บจากผู้ถือสัญชาติไทย หรือจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเป็นรายครั้งของการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร   ค่าใบอนุญาตต่างด้าว ซึ่งเก็บจากคนต่างด้าวที่ได้ขออนุญาตมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เป็นต้น                       

อัตราภาษี(TAX  RATE)

                                ในการกำหนดภาระภาษีสำหรับภาษีอากรแต่ละประเภทแล้ว  ยังมีการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่จะใช้เป็นฐานภาษีแล้ว  ยังต้องกำหนดโครงสร้างอัตราภาษี  เพื่อให้ได้จำนวนหนี้ภาษี ซึ่งหมายถึง ผลลัพธ์ที่ได้จากการนำฐานภาษีไปคำนวณตามอัตราภาษีที่ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ต้องชำระ

อัตราภาษีแบ่งออกเป็น

                        1.อัตราคงที่ หรืออัตราตามสัดส่วน

                        2. อัตราก้าวหน้า

                        3. อัตราถอยหลัง

                        ดังนั้น  การพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีว่าเป็นโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้า ถอยหลัง หรือคงที่  กระทำได้ 2 วิธี คือ

                        1. พิจารณาเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ต้องเสียกับสิ่งที่เป็นฐานภาษี

                        2. พิจารณาเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ต้องเสียกับรายได้ของผู้รับภาระภาษีที่แท้จริง                             

องค์ประกอบอื่น ๆ  ได้แก่

                        1. ระบบการชำระภาษี

                        2. วิธีขจัดข้อโต้แย้งทางภาษีอากร

                        3. การบังคับใช้กฎหมายภาษีอากร

การจำแนกประเภทภาษีอากร

                        1. จำแนกประเภทตามระดับรัฐบาลผู้จัดเก็บ  มี 2 ประเภทคือ

                  1.1 ภาษีอากรที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง หรือภาษีระดับประเทศ (NATIONAL TAXES)

                            1.2 ภาษีอากรที่จัดเก็บโดยรัฐบาลท้องถิ่น (LOCAL TAXES)

                        2. จำแนกประเภทตามหลักการผลักภาระภาษี มี 2 ประเภท คือ

                  2.1  ภาษีทางตรง

                  2.2  ภาษีทางอ้อม

                        3. จำแนกประเภทตามวิธีการประเมินภาษี  มี 2 ประเภท คือ

                  3.1 ภาษีตามราคา หรือตามมูลค่า

                  3.2 ภาษีตามปริมาณ หรือตามสภาพ

                        4. จำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์อื่น ๆ  เช่น

                  4.1 จำแนกประเภทตามฐานภาษี มี 3 ประเภท คือ

                        4.1.1 ภาษีเก็บจากฐานรายได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้

                                นิติบุคคล  ฯลฯ

                                        4.1.2  ภาษีเก็บจากฐานภาษีการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีการซื้อ

                                 ภาษีสรรพสามิต  ภาษีศุลกากร  ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ

                                        4.1.3  ภาษีเก็บจากฐานทรัพย์สิน  เช่น  ภาษีทรัพย์สิน  ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

                                 ภาษีบำรุงท้องที่  ภาษีรถยนต์ ฯลฯ

                           4.2  จำแนกประเภทภาษีอากรตามอัตราภาษี

                       4.2.1  ภาษีอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ภาษีเงินได้

                                นิติบุคคล(ของบางประเภท)

                                        4.2.2 ภาษีอัตราตามสัดส่วน เช่น ภาษีการค้า  ภาษีการขาย  ภาษีเงินได้

                                 นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม

                                        4.2.3 ภาษีอัตราถอยหลัง เช่น ภาษีบำรุงท้องที่ (ของไทย)  ฯลฯ

                                   4.3  จำแนกประเภทภาษีอากรตามลักษณะการใช้เงินภาษี แบ่งออกเป็น

                             4.3.1 ภาษีเพื่อกิจการทั่วไป

                                                4.3.2  ภาษีเพื่อกิจการเฉพาะอย่าง

                                   4.4 จำแนกประเภทภาษีอากรตามความถาวรของกฎหมายภาษีอากร

                            4.4.1 ภาษีถาวร หรือภาษีปกติ คือ ภาษีที่จัดเก็บอยู่เป็นปกติประจำ มีลักษณะ

                                    ถาวรจนกว่าจะมีกฎหมายยกเลิกไป

                            4.4.2 ภาษีชั่วคราว   คือ ภาษีที่จัดเก็บเป็นการชั่วคราวในเวลาที่มีเหตุการณ์

                                    ฉุกเฉิน หรือเพื่อการหนึ่งการใดในแต่ละช่วงเวลา เมื่อสิ้นเหตุฉุกเฉิน

                                    หรือเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในช่วงเวลานั้น

                การจัดเก็บภาษีก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายด้าน ที่สำคัญคือ ผลกระทบด้านการ

จัดสรรทรัพยากร ด้านการกระจายรายได้ และผลกระทบต่อผลผลิตของชาติ

การหลบหนีภาษี  หมายถึง การไม่เสียภาษีอากร หรือเสียน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ด้วยวิธีการที่ผิด

                                  กฎหมาย

การหลีกเลี่ยงภาษีอากร หมายถึง การไม่เสียภาษีอากร หรือเสียน้อยกว่าที่ควรจะเสีย โดยอาศัย

                                         ช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย แต่ถือได้ว่าขัดต่อ

                                          เจตนารมณ์ของกฎหมาย

                        นโยบายภาษีอากร เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ควรมีบทบาทที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษีอากรจะมีผลกระทบต่อประชาชนทุกคนในประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม

นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วย

                        1. นโยบายการคลัง

                        2. นโยบายการเงิน

             3. นโยบายราคาและรายได้

นโยบายภาษีอากรก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ

    โดยรวม และยังกระทบต่อบุคคลด้วย  รัฐบาลสามารถใช้กลไกทางภาษีอากรเพื่อจัดสรรทรัพยากร

   ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคมได้  และสามารถใช้ภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการ

   ว่างงาน หรือปัญหาภาวะเงินเฟ้อได้ ช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ

                                นโยบายการคลัง

                   เนื่องจากการคลังของรัฐบาลมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ รายจ่ายของรัฐบาล รายได้ของ

รัฐบาล และการกู้ยืม หรือการก่อหนี้สาธารณะ  ดังนั้น นโยบายการคลังจึงประกอบด้วย

                                1. นโยบายรายจ่าย

                                2. นโยบายรายได้

                                3. นโยบายหนี้สาธารณะ

ซึ่งนโยบายทั้ง 3 ด้านนี้มีความผูกพันกันอยู่ในรูปของงบประมาณแผ่นดิน บางครั้ง  นโยบายการคลังจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นโยบายงบประมาณ

นโยบายการเงิน

 องค์ประกอบที่สำคัญของนโยบายการเงินจะอยู่ที่ระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

       ระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปก็จะมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้าน

       ต่าง ๆ เช่น ถ้ามีระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง มี

      การกู้ยืมเงินไปลงทุน และกู้ยืมไปเพื่อการอุปโภคบริโภคมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว  ในทางตรงกัน

       ข้าม  หากปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอยู่มีน้อยเกินไป อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น การกู้ยืมเงินเพื่อนำไป

       ลงทุน หรือใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคก็จะมีน้อยตามไปด้วย อันจะมีผลให้ระบบเศรษฐกิจหดตัว  และ

       อาจชักนำให้เกิดปัญหาการว่างงานได้

นโยบายราคาและรายได้

นโยบายใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารเศรษฐกิจ นอกจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน  คือ นโยบายราคาและรายได้  
                                    นโยบายราคาและรายได้   คือ นโยบายทางเศรษฐกิจที่ช่วยในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและรายได้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาเสถียรภาพของราคาและรายได้ไว้เป็นหลัก  แก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ  และยังสามารถช่วยให้การกระจายรายได้มีลักษณะเป็นธรรมมากขึ้น และช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกขึ้นด้วย

สรุป นโยบายทุกประเภทของรัฐบาลล้วนมีเป้าหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ

ในด้านต่าง ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น   นโยบายภาษีอากรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการคลัง จึงมีความ

เกี่ยวพันกับนโยบายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารภาษีอากร อาจทำได้ดังนี้

                1. ปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร

                2. ปรับปรุงกฎหมายภาษีอากร

                3. ปรับปรุงด้านเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษี

                4. นำเอาความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร

                5. การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางด้านภาษี

 

นโยบายการเงิน

                วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ การเปิดเสรีภาคการเงินโดยขาดมาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการกู้เงินเข้ามาจำนวนมากผ่านทางธุรกรรมวิเทศธนกิจประเภท out-in  แทนที่จะเป็นการทำธุรกรรมแบบ out-out ตามวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาระบบการเงินของประเทศไทย และนำเงินทุนเหล่านั้นไปลงทุนในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  เนื่องจากมีต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำจากนอกประเทศจากการที่รัฐบาลไทยมีนโยบายดำรงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้า แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจผกผัน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธุรกิจอ่อนแอหรือล้มละลายเนื่องจากไม่สามารถส่งดอกเบี้ยและขอต่อสัญญาเงินกู้ต่อได้ ย่อมทำให้เป็นหนี้ที่เป็นปัญหาของสถาบันการเงินต่าง ๆ จนในที่สุดเป็นปัญหาสำคัญต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ สาเหตุประการที่สอง ได้แก่ การที่ทางรัฐบาลจัดการกับปัญหาของสถาบันการเงินไม่เด็ดขาดและล่าช้า จนลุกลามให้เกิดความเสียหายต่อภาคการเงิน ปัญหาการแก้ไขสถาบันการเงินเริ่มตั้งแต่ปัญหาของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ เป็นต้นมา และสาเหตุที่สำคัญประการต่อมา คือ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนเป็นสาเหตุนำมาซึ่งการโจมตีค่าเงินบาท จากการที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศวิเคราะห์ว่าค่าเงินบาทของไทยมีค่าแข็งมากเกินไปจากระดับพื้นฐานที่อ่อนแอในขณะนั้น    แต่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่    จนเป็นเหตุให้ประเทศไทยเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบ Managed float  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2541  แต่อย่างไรก็ตาม   หลังจากนั้นนักลงทุนต่างประเทศก็ยังไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ยังคงมีเงินทุนไหลออกเป็นจำนวนมาก

                  ภายใต้การดำเนินนโยบายการเงินแบบกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Key Policy Rate) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินจะส่งสัญญาณทางการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำธุรกรรมต่างๆ ในตลาดการเงิน เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงิน ที่สำคัญคือการซื้อ/ขายพันธบัตรในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และ การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Swap)

สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

                  การเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเมื่อกลางปี 2540 ทำให้ธปท.สามารถดำเนินนโยบายการเงินภายในประเทศอย่างมีอิสระ มากขึ้น โดยธปท.ไม่จำเป็นต้องรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ณ อัตราที่กำหนด ดังนั้น การเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงของธปท.จึงลดลงในการประเมินผลกระทบของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรมีการ ชดเชย (sterilize) ผลกระทบทางการเงินนั้นหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับการประเมินการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องโดยรวม และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน ซึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ได้แก่ การเบิกจ่ายเงินคงคลังของภาครัฐ ฐานะการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ และภาระผูกพันที่ครบกำหนดกับธปท.

              ในฐานะที่ธปท.เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล ธปท.จึงมีหน้าที่ในการออกจำหน่าย และเก็บรักษาพันธบัตรรัฐบาล โดยขณะนี้ ธปท.ได้จัดตั้งระบบ “Primary Dealership” เพื่อคัดเลือกสถาบันการเงินที่มีความพร้อมเป็นคู่ค้าหลักของธปท. ซึ่งสถาบันการเงินดังกล่าวจะมีส่วนร่วมในการประมูลและจัดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ คู่ค้าหลักของ ธปท. ยังมีหน้าที่จัดการ สภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ โดยการตั้งราคาเสนอซื้อ/เสนอขายของหลักทรัพย์รัฐบาล ซึ่งช่องทางดังกล่าวจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการควบคุมดูแลสภาพคล่องของระบบการเงิน รวมทั้งช่วยให้ตลาดการเงินมีความลึกและกว้างเพิ่มขึ้น                         

มาตรการป้องกันการลักลอบน้ำมัน

ปัจจุบันนำมันมีราคาที่สูงมาก ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในภาวะตกต่ำ ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพหลายกลุ่มได้หาประโยชน์จากการลักลอบนำน้ำมันเข้ามาในประเทศ เพราะว่าผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากับความเสี่ยงน้ำมันที่ลักลอบในปัจจุบันมี 3 ประเภทคือ

1.        น้ำมันลักลอบนำเข้า

2.        น้ำมันที่แจ้งส่งออก แต่ไม่ส่งออกจริงแล้วมาขอคืนหรือยกเว้นภาษี

3.        น้ำมันปลอมปนด้วยสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน           

กรมสรรพสามิตมีมาตรการในการป้องกัน ดังนี้

1.        น้ำมันลักลอบนำเข้า

*       สถานที่เก็บน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 200,000 ลิตรขึ้นไป ต้องแจ้งชื่อคลังเก็บน้ำมัน  ชื่อผู้รับผิดชอบ  สถานที่ตั้ง  ขนาดความจุ  และจำนวนภาชนะที่ใช้เก็บน้ำมันให้ เจ้าหน้าที่สรรพสามิตทราบ

*      การรับนำมันดีเซลหมุนเร็วเข้าเก็บในคลังไม่ว่าจำนวนเท่าใด หรือการนำน้ำมันดีเซล

      หมุนเร็วออกจากคลังตั้งแต่ 50,000 ลิตรขึ้นไป ต้องเจ้งเจ้าหน้าที่สรรพสามิตทราบ

      ล่วงหน้าทุกครั้ง พร้อมรายละเอียด

*        การขนย้ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีปริมาณตั้งแต่ 5,000 ลิตรขึ้นไป จะต้องมีใบกำกับ

      การขนส่งไปกับน้ำมันทุกครั้ง

*      ให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตประจำโรงกลั่นน้ำมันหรือเจ้าหน้าที่สรรพสามิตแห่งท้องที่ที่คลังน้ำมันต้นทางตั้งอยู่ แจ้งวัน เวลา ยานพาหนะ และปริมาณน้ำมันที่ทำการขนย้ายให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตปลายทางและกรมสรรพสามิต (ณ ห้องปฏิบัติการกรมสรรพสามิต) ทราบทุกครั้งที่มีการขนย้ายน้ำมันเพื่อเป็นข้อมูลในการติดตาม ตรวจสอบ

*      ติดตั้งมิเตอร์น้ำมันอัตโนมัติที่คลังน้ำมันชายฝั่ง ปัจจุบันได้ติดตั้งมิเตอร์น้ำมันอัตโนมัติ ณ คลังน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 37 คลังและจะติดตั้งมิเตอร์น้ำมันอัตโนมัติเพิ่มเติมอีก 58 คลัง โดยเป็นคลังน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่เหลืออีก 19 แห่งและเป็นคลังน้ำมันเบนซินจำนวน 39 แห่ง ทั้งนี้ เพื่อควบคุมการรับ – จ่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันเบนซินทั้งระบบ

2.        น้ำมันที่แจ้งส่งออกแต่ไม่ส่งออกจริงแล้วมาขอคืนภาษี

*      ให้สรรพสามิตจังหวัดต้นทางตรวจสอบชนิดและปริมาณน้ำมันที่ออกจากดรงกลั่น น้ำมันหรือคลังน้ำมัน และแจ้งข้อมูลให้ปลายทางทราบเพื่อทำการตรวจสอบก่อนขนผ่านด่านศุลกากรนอกจาก นั้นให้เจ้าหน้าที่ผนึกชื่อตรากรมสรรพสามิตแจ้งให้จังหวัดปลายทาง ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านศุลกากรทราบด้วย

*      ประสานงานกับกรมศุลกากร เพื่อทำการตรวจปล่อยน้ำมันที่ด่านส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยตรวจสอบชนิด และปริมาณน้ำมันว่าถูกต้องตรงกับเอกสารกำกับจากคลังน้ำมันต้นทาง และรายการที่แสดงในใบขนสินค้าขาออกหรือไม่   หากไม่ถูกต้อง  จะต้องระงับการตรวจปล่อย เจ้าหน้าที่จะรอดูจนกว่าเรือบรรทุกน้ำมันและรถบรรทุกน้ำมันพ้นเขตแดนไทยแล้ว

*      กำหนดให้มีการเติมสาร MARKER ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออก หรือที่เติมเรือเดินทะเลไปต่างประเทศ  ทั้งนี้  เพื่อเป็นการทำเครื่องหมายในเนื้อน้ำมันฯ ว่าน้ำมันจำนวนนั้น ๆ เป็นน้ำมันส่งออกโดยได้รับการยกเว้นภาษีหรือคืนภาษี และจะนำกลับเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศไม่ได้

3.        น้ำมันปลอมปนด้วยสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (HYDROCARBON SOLVENT)

กรมสรรพสามิตได้ใช้มาตรการในการควบคุมการผลิต จำหน่าย และการใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (HYDROCARBON SOLVENT) เพื่อไม่ให้มีการปลอมปนใน

น้ำมันเชื้อเพลิงโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วย

*      การอนุญาต

ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (HYDROCARBON SOLVENT) ที่ได้รับการยกเว้นภาษี จะต้องขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตโดยผู้ผลิตจะต้องขออนุญาตเป็นรายเดือน ผู้นำเข้าต้องขออนุญาตเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

*      การควบคุมที่โรงอุตสาหกรรม

กรมสรรพสามิตได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมการผลิต  การจำหน่ายที่โรงอุตสาหกรรม

โซลเว้นท์ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจวัดปริมาณสารละลายฯอุตสาหกรรมโซลเว้นท์ ตลอดจนตรวจปล่อยสารละลายฯ ที่ออกจากโรงอุตสาหกรรมโซลเว้นท์ ตลอดจน FAX ใบขนสารละลายฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลงลายมือชื่อแล้วไปยังกรมสรรพสามิต (ศูนย์ปฏิบัติการโซลเว้นท์ และไปยังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.)  เพื่อให้ร่วมกันตรวจสอบการรับสารละลายฯที่ปลายทางและการนำไปใช้ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการยกเว้นภาษี

*      การขนส่ง

การขนส่งสารละลายฯ จะต้องมีใบขนกำกับไปกับยานพาหนะที่ทำการขนส่งสารละลายฯ

โดยในใบกำกับการขนจะมีรายละเอียดต่าง ๆ ของผู้ขายสารละลายฯ    ผู้ทำการขนส่ง

เส้นทางที่จะขนส่งรวมทั้งระยะเวลาที่คาดว่าจะมาถึงปลายทาง นอกจากนั้นที่ยานพาหนะจะต้องมีป้ายคำว่า “สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน” ติดอยู่  เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจ-สอบและติดตามด้วย

*      จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปราม โดยทำการตรวจ วิเคราะห์คุณภาพน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันว่ามีการปลอมปนสารตัวทำละลาย (SOLTVENT) หรือไม่ และน้ำมันมีคุณสมบัติตรงตามที่กรมสรรพสามิตกำหนดหรือไม่

                และในขณะนี้เพื่อให้การควบคุมน้ำมันปลอมปนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น กรมสรรพสามิตจึงได้ดำเนินการแก้ไขประกาศแลระเบียบที่บังคับใช้ในปัจจุบันโดย สาระสำคัญของการแก้ไขจะทำให้การอนุญาตเป็นไปอย่างรัดกุมขึ้น การตรวจสอบสามารถทำได้กว้างขึ้นและได้กำหนดมาตรการในการลงโทษที่ชัดเจนและ เข้มงวดขึ้นด้วย

…………………..

เอทานอลกับภาษีสรรพสามิต

เชื้อเพลิงเอทานอลมีผลกระทบต่อภาษีสรรพสามิตถึง 3 ประเภท ได้แก่

  ภาษีแอลกอฮอล์   หลายคนเข้าใจว่า การที่เอทานอลหรือแอลกอฮอล์ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง  เพราะปัญหาการผูกขาดการผลิตแอลกอฮอล์    และการจัดเก็บภาษี-สรรพสามิตที่สูงมาก  กล่าวคือ ภาษีแอลกอฮอล์ผลิตสุราลิตรละ 100 บาท  และถ้าใช้แอลกอฮอล์เป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และอื่น ๆ ลิตรละ 6 บาท  และเข้าใจว่าถ้ารัฐคิดภาษีสรรพสามิตแอลกอฮอล์

(เอทานอล) ที่ผลิตเพื่อใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสูงเช่นเดียวกับการเก็บภาษีสุราและอุตสาหกรรมอื่น ๆ จึงร้องขอให้รับบาลลดหย่อนภาษีสรรพสามิตเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องนัก  เนื่องจากแท้จริงแล้ว

 

ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากแอลกอฮอล์ (เอทานอล) ที่นำไปผสมน้ำมันเพื่อใช้เป็น

          เชื้อเพลิง ตามวิธีที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดปัจจุบัน   จัดเก็บในอัตราตามมูลค่าเพียงร้อยละ 0.1

          หรือในอัตราตามปริมาณลิตรละ 0.05  บาท นับว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากแล้วมิใช่ลิตรละ 6 บาทตามมูลค่า

          หรือลิตรละ 100 บาทตามปริมาณ

ส่วนประเด็นการผูกขาดผลิตแอลกอฮอล์ (เอทานอล) นั้น   แม้ว่ามติคณะรัฐมนตรี

              เมื่อปี พ.. 2541 จะมีนโยบายให้เปิดเสรีการผลิตและจำหน่ายสุราชนิดต่าง ๆ ได้ก็ตาม แต่การผลิต

          สุราสามทับ (แอลกอฮอล์บริสุทธิ์) เพื่อนำออกจำหน่าย ยังคงกำหนดให้องค์การสุราผลิตได้เพียงผู้เดียว

          เนื่องจากแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สามารถนำไปผลิตสุราได้อีก  จึงจำเป็นต้องควบคุมการผลิตและการ

          จำหน่ายที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของภาษี

ดังนั้น ในปัจจุบันการผูกขาดการผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เพื่อนำออกขายยังคงผูกขาด

อยู่ อย่างไรก็ตามการผลิตแอลกอฮอล์โดยการแปลงสภาพเพื่อผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามโครงการเอทานอล หากประสบผลสำเร็จ ก็จะมีแนวโน้มที่จะใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณที่สูงกว่าในปัจจุบัน การควบคุม การผลิต และการจำหน่ายแอลกอฮอล์เพื่อทำสุราและน้ำมันเชื้อเพลิง  กรมสรรพสามิตจะต้องมีการทบทวน ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบให้เหมาะกับสภาวะการณ์ เพื่อความชัดเจน โปร่งใส  ตรวจสอบได้  เพื่อป้องกันการรั่วไหลของภาษี     อีกทั้งการซื้อขายเอทานอลเพื่อนำไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง  ได้มีการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตให้ต่ำอยู่แล้วตั้งแต่ปี พ..2534 โดยสามารถซื้อขายทั้งที่เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์จากองค์การสุรา หรือเป็นการแปลงสภาพจากโรงงานสุราโดยการขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตก็ได้

1.        ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง

ในกรณีที่โครงการเอทานอลสามารถผลิตเชื้อเพลิง E 10 สำเร็จ   และสามารถผลิต

ออกมาจำหน่ายให้สาธารณะได้  เท่ากับว่าประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทใหม่

            (ประเภทที่ 08.90) ขึ้น ซึ่งสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล หรืออาจใช้ได้ดีกว่าด้วย 

         เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิง E 10 ไม่สร้างมลพิษและต้นทุนต่ำ    อย่างไรก็ตามพบว่าโครงการเอทานอล

 

มีแนวโน้มที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนับสนุนโครงการในระยะแรก โดยจะขอลดหย่อนภาษี

สรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง E 10 เป็นพิเศษ (ต่ำกว่าอัตราภาษีที่คิดกับน้ำมันเชื้อเพลิงปกติ

เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E 10 มากขึ้น

                       2. ภาษีรถยนต์

                          ในอนาคตหากวิทยาการด้านเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถผสมเอทา

นอลกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ในสัดส่วน 10 : 90 และสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้สามารถใช้กับเชื้อเพลิง

เอทานอลได้ด้วย  อาจจะมีการเรียกร้องให้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E 10

ซึ่งในส่วนนี้ช่วยลดมลพิษ ทำให้สิ่งแวดล้อมสะอาดขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรให้การสนับสนุนด้วย  ถึงแม้จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้ลดลง

 

สุรา

                สุรา  เป็นสินค้าที่ต้องจำกัดการบริโภค เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัย และยังส่งผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การเกิดอุบัติเหตุ และอาชญากรรม รวมทั้งความเดือนร้อน รำคาญของสังคม รัฐบาลต้องกำกับดูแลการผลิตสุราให้มีคุณภาพเพียงพอที่จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และมีการจัดเก็บภาษีสุราในอัตราที่สูงพอสมควร เพื่อป้องกันการบริโภคสุรามากเกินไป ดังนั้น  การขอให้ประชาชนผลิตสุราบริโภคเองในครัวเรือน จะทำให้เกิดการบริโภคสุรามากเกินไป โดยรัฐบาลไม่อาจจัดเก็บภาษีสุราได้ รัฐจึงมีนโยบายที่จะให้มีการผลิตสุรามีปริมาณทีสมดุลกับความต้องการของตลาดเท่านั้น

                ปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาสุราที่ผลิตจากผลผลิตทางเกษตร โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สถาบันราชภัฏ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์บริการ  รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย  หน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนที่กรมสรรพสามิตให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้สนใจ ผู้ผลิตสุราอยู่แล้วทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้การผลิตสุราได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน

                การเปิดเสรีสุรา หมายถึง  การเปิดให้ผู้ผลิตสุราขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตสุราได้โดยเสรี แต่มีเงื่อนไข ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เพื่อให้การผลิตสุรามีมาตรฐาน ในด้านคุณภาพตามที่กำหนด ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และรัฐต้องเข้าไปควบคุม ดูแลในด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย รวมทั้งทำให้รัฐมีความมั่นใจว่าจะมีการเสียภาษีอย่างถูกต้องด้วย

                ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 50  บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

                ตามประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543  (ฉบับที่ 2)  ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543  เห็นชอบนโยบายการบริหารงานสุราหลังปี 2542  สำหรับการผลิตสุราแช่ เช่น กระแช่หรือน้ำตาลเมา ซึ่งทำจากวัตถุดิบจำพวกน้ำตาลและอุ น้ำขาวหรือสาโท  ซึ่งทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว อันเป็นสุราแช่พื้นเมืองของไทย และสุราแช่อื่นนอกจากสุราผลไม้ และเบียร์ ว่าควรจะได้รับการสนับสนุน โดยจัดให้เป็นระบบขึ้นอีกต่างหาก เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการและแนวทางในการควบคุมดูแลได้ ประกาศฉบับนี้อนุญาตให้ผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงงานสุรารายใหม่ต้องเป็นสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น สถานที่ต้องแยกต่างหากที่อยู่อาศัยโดยชัดเจน  และต้องตั้งอยู่ในทำเลและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีบริเวณและพื้นที่เพียงพอที่จะผลิตสุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากสุราผลไม้และเบียร์  โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย เหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย